ช่วงนี้ ได้พบคนไข้ที่มีอาการอักเสบของสะดือและสะดือจุ่น เลยอยากนำความรู้มาฝากสักเล็กน้อย เรื่องสะดือจุ่น และสะดืออักเสบ ที่มักพบมากในเด็กครับ

เป็นปัญหาคาใจที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านวิตกกังวลมาก กลัวลูกร้องมากๆ แล้วสะดือจะแตกบ้างหรือกลัวจะไม่หายจนโตบ้าง แต่ความเป็นจริงแล้ว ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา เด็กจะได้รับอาหารโดยผ่านทางสายสะดือที่ต่อจากตัวเด็กไปยังรก เมื่อครบกำหนดคลอดต้องตัดสายสะดือจากตัวแม่ ส่วนรกที่เกาะ จะหลุดออกตามมาภายหลัง สายสะดือที่ติดอยู่กับตัวเด็กแพทย์จะรัดเอาไว้ โดยธรรมชาติสายสะดือจะค่อยๆ เหี่ยวและหลุดออกไปเองภายใน 2 อาทิตย์แรกหลังคลอด แต่บางคนอาจนานเป็นเดือน แต่คุณพ่อคุณแม่ ไม่ต้องตกใจ เพราะถือเป็นเรื่องปกติของเด็กแต่ละคน
โดยทั่วไปเด็กจะไม่มีสะดือยื่นออกมา แต่กลับจะบุ๋มเข้าไปข้างใน เหมือนของคุณพ่อคุณแม่ ทั้งนี้เพราะมีกล้ามเนื้อหน้าท้องขนานสองข้างสะดือ ในบางกรณีกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงสะดือจะกลับยื่นออกมาที่เราเรียกว่า สะดือจุ่น นั่นละ
เด็กสะดือจุ่น มักจะเห็นได้หลังสายสะดือหลุดและมักจะหายไปเอง หลังอายุ 2 ขวบ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องไปเอาผ้ารัดหรือเทปรัดไว้ เพราะการรัดไม่ได้ทำให้หายเร็วขึ้น บางคนเอาเหรียญบาท หรือเอาวัสดุแบนๆ เล็กๆ ไปแปะไว้ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน
ปกติสะดือจะมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 1 ซม. (วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง) แพทย์จะไม่ผ่าตัดให้เพราะมักจะหายไปเอง แต่ถ้าขนาดโตกว่า 1 ซม. จึงจะทำการผ่าตัด ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศัลยแพทย์แต่ละคน ตามประสบการณ์ สะดือจุ่นในเด็กไม่มีอันตรายและจะไม่แตก แม้แกจะร้องจนท้องโป่ง จะไม่มีลำไส้หลุดออกมาในสะดือที่จุ่นนั้น
เมื่อไรถึงจะผ่าตัด
เมื่อขนาดของสะดือโตมากขึ้น โดยเฉพาะหลังอายุ 2 ขวบแล้ว
มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แพทย์ตรวจพบว่า มีลำไส้หลุดออกจากถุงสะดือ และเกิดอาการของลำไส้อุดตัน
เมื่อมีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจในเด็กเล็ก
ถ้ามีผลต่อสุขภาพจิตของคุณพ่อคุณแม่ แม้แพทย์จะแนะนำว่า รอให้เวลาผ่านไปก่อนจึงตัดสินใจผ่าตัด แต่ถ้ายังไม่ยอมแพทย์ก็อาจผ่าให้ ในเด็กโตหน่อยอาจเป็นที่ล้อเลียนของเพื่อนๆ ที่โรงเรียน ทำให้มีผลต่อการเรียนแพทย์อาจทำให้การผ่าตัดนั้นไม่มีอันตราย
เด็กเหล่านี้จะปกติเหมือนเด็กอื่นโดยทั่วไปสติปัญญาดี เจริญเติบโตตามปกติ แต่มีเรื่องสะดือจุ่นอย่างเดียวที่ไม่เหมือนเพื่อน แต่ยังมีเด็กอีกพวกหนึ่งที่มีโรคแทรกมาจากโรคที่มีสะดือจุ่น ร่วมกับความผิดปกติทางร่างกายอื่นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายพึงระวัง เช่น
1. เด็กปัญญาอ่อนจากการขาดธัยรอยด์ฮอร์โมน ที่เรียกว่า “ครีตินนิสซึ่ม” เด็กจะมีลักษณะอื่นประกอบคือ เลี้ยงไม่โต แขนขาสั้น ลิ้นโตและหนา ซีด ท้องผูกมาก ผมไม่ค่อยขึ้น คิ้วบาง ท้องใหญ่มาก สะดือจุ่น พออายุได้ 1-2 เดือน เด็กก็ยังคออ่อน อายุ 8 เดือน ก็ยังพูดและนั่งไม่ได้ ถ้าเกิดกรณีดังว่านี้กับลูกของคุณ ให้รีบพาไปพบแพทย์ เด็กจะสมองทึบและปัญญาอ่อนได้ จนถึงขั้นเรียนไม่ได้ก็มี
2. เด็กปัญญาอ่อนจากการมีสารมูโคโพลีซัดคาไรค์คั่ง เรียกว่า Mucopolysaccharidosis ปกติร่างกายจะมีการใช้สารนี้ไป ไม่ปล่อยให้ค้างอยู่ โรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์จากปู่ ย่า ตา ยาย ลงมาดูภายนอกพ่อแม่อาจปกติดีแต่มีโรคนี้ซ่อนอยู่คนละครึ่ง พอมาถึงตัวเด็กจะมีความผิดปกติรวมอยู่ที่ตัวเขาทำให้เด็กไม่โต แม้ว่าแรกเกิดเขาจะดูปกติดี แต่ยิ่งเลี้ยงจะยิ่งแย่ลง คือไม่นั่ง ไม่เดิน ไม่พูด มีน้ำมูกไหลตลอดเวลา ลิ้นโต คิ้วตก ตาฝ้า หลังโก่ง มืองอ ตามข้อต่างๆ จะแข็ง ท้องโตมาก สะดือจุ่น ปัญญาอ่อนมาก ในที่สุดอาจถึงตายได้
ถ้าสังเกตเห็นว่า นอกจากสะดือจุ่นแล้ว เด็กยังเชื่องช้าผิดปกติ ไม่ค่อยเจริญเติบโตควรรีบพาไปพบแพทย์ เพราะถ้าเป็นโรคแทรกซ้อนแพทย์จะพบได้เร็วและรักษาได้ทันท่วงที เราสามารถทำให้เด็กเจริญเติบโตและเรียนหนังสือได้ ด้วยการให้ฮอร์โมน
โรคที่เกิดขึ้นที่สะดือ อาจมีผู้ที่รู้จักหรือพูดถึงกันน้อยมาก แต่ทางการแพทย์แล้วจะพบกันได้บ่อยๆ ส่วนมากแล้ว มักเป็นแต่กำเนิด หรือมาปรากฏอาการเมื่อเด็กโตแล้ว โรคที่สะดือนั้นก็อาจมีได้หลายโรค เช่น สะดืออักเสบ แผลเรื้อรังที่สะดือ หลังสายสะดือหลุด เช่นผนังหน้าท้องรอบๆ สะดือไม่เจริญ ทำให้มีลำไส้ และอวัยวะภายในออกมาอยู่นอกช่องท้อง ไส้เลื่อนที่สะดือหรือที่เรียกกันว่า สะดือจุ่น เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า แค่ลูกคลอดออกมาแล้ว คุณแม่ชำระล้าง ทำความสะอาดตามร่างกาย (ทั่วไป) ให้ลูกยังไม่พอ ต้องทำความสะอาดสะดือให้ลูกด้วย ซึ่งจะต้องทำกันตั้งแต่ลูกน้อย คลอดออกมาเลยทีเดียว
นั่นคือเมื่อทารกคลอดจนตัดสายรกออกแล้ว คุณแม่จะต้องเอายาฆ่าเชื้อโรค (แอลกอฮอล์) คอยเช็ดให้ลูกอยู่เสมอ เพราะที่สะดือนั้นจะมีรอยจีบย่นๆ อยู่ ทำให้ฝุ่นละออง สิ่งสกปรก และเชื้อโรคต่างๆ เข้าไปสะสมอยู่ได้ง่าย หลังจากนั้นก็ให้ใช้ผ้าสะอาด ผืนเล็กๆ ห่อสายสะดือนั้นไว้ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าแผลจะค่อยๆ แห้งหลุดและหายสนิท หากปล่อยให้สะดือของลูกเป็นแผล หรือเกิดหนองขึ้นมาจะเป็นอันตรายมาก และจะรักษาได้ยากกว่า การเกิดแผลที่ผิวหนังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
ขอบคุณ นิตยสารแม่และเด็ก ฉบับที่ 320 ตค. 2541

ข้อมูลอัพเดต

ภาวะผิดปกติบริเวณสะดือในเด็กเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นสะดือของลูกน้อยยื่นออกมา หรือมีอาการแดงและมีกลิ่นผิดปกติ บทความนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงกลไกธรรมชาติ การดูแล และสัญญาณเตือนที่ต้องระวังอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์สมัยใหม่

Parental anxiety regarding umbilical abnormalities is common, especially when observing a protruding navel or signs of inflammation and odor. This article aims to provide a professional understanding of the natural mechanisms, proper care, and clinical warning signs based on modern medical standards.

1. สะดือจุ่น (Umbilical Hernia): ธรรมชาติและการรักษา

1. Umbilical Hernia: Nature and Management

ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์ สายสะดือคือช่องทางหลักในการรับสารอาหารจากรก เมื่อคลอดออกมาแล้ว สายสะดือจะค่อยๆ แห้งและหลุดออกไปเองภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด อย่างไรก็ตาม บางกรณีอาจใช้เวลานานกว่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้

While in utero, the umbilical cord serves as the primary lifeline for nutrients from the placenta. After birth, the cord naturally dries and detaches within the first two weeks, though this timeline may vary per individual without being a cause for concern.

กลไกการเกิดสะดือจุ่น

Mechanism of Umbilical Hernia

สะดือจุ่นเกิดจากกล้ามเนื้อหน้าท้องบริเวณรอบสะดือยังปิดไม่สนิท ทำให้เนื้อเยื่อหรือลำไส้บางส่วนดันออกมาด้านนอก *ซึ่งในปัจจุบันทางการแพทย์เน้นย้ำว่าการใช้แรงรัด เช่น การใช้ผ้าพัน การใช้เทปกาว หรือการนำเหรียญมาวางทับ ไม่สามารถช่วยให้สะดือจุ่นหายเร็วขึ้น และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังเด็กได้*

An umbilical hernia occurs when the abdominal muscles around the navel do not close completely, allowing tissue or intestines to bulge outward. *Current medical guidelines emphasize that applying pressure—such as using tight wraps, adhesive tapes, or placing coins over the navel—does not accelerate healing and may cause skin irritation.*

เมื่อไหร่ที่ต้องกังวล? (สัญญาณอันตราย)

When to Seek Medical Attention (Red Flags)

โดยส่วนใหญ่สะดือจุ่นในเด็กจะหายไปเองได้เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงขึ้น แต่ควรพบแพทย์ทันทีหากพบอาการดังนี้:

  1. ขนาดใหญ่ขึ้น: หากสะดือมีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศัลยแพทย์)
  2. อาการอุดตัน: *หากเด็กมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียน หรือสะดือที่จุ่นออกมามีลักษณะแข็งและกดเจ็บ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะลำไส้อุดตัน (Incarcerated Hernia)*
  3. ผลกระทบทางจิตใจ: ในเด็กโตที่อาจถูกเพื่อนล้อเลียนจนส่งผลต่อการเรียนหรือความมั่นใจ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อแก้ไข

Most umbilical hernias resolve spontaneously by age 2 as abdominal muscles strengthen. However, immediate medical consultation is required if:

  1. Increased Size: The hernia exceeds 1 cm (subject to surgical discretion).
  2. Obstruction: *If the child experiences severe abdominal pain, vomiting, or if the bulge becomes hard and tender, indicating a potential incarcerated hernia (intestinal obstruction).*
  3. Psychological Impact: In older children, if the condition affects self-esteem or leads to bullying, surgical intervention may be considered.

2. สะดืออักเสบ (Omphalitis): การติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวัง

2. Omphalitis: Infection to Watch For

สะดืออักเสบเป็นภาวะติดเชื้อที่บริเวณสะดือ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้

Omphalitis is an infection at the umbilical site that, if left untreated, can progress to systemic infection (sepsis).

อาการและการสังเกต

Symptoms and Observation

*อาการที่บ่งบอกว่าสะดือมีการติดเชื้อ ได้แก่ มีอาการแดง บวม รอบสะดือ มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือมีหนองไหลออกมาจากสะดือ* หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาเด็กไปพบกุมารแพทย์ทันทีเพื่อรับยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม

*Signs of infection include redness, swelling around the navel, foul odor, or purulent discharge (pus). If these symptoms appear, consult a pediatrician immediately for appropriate antibiotic treatment.*

3. สรุปแนวทางการดูแลสำหรับผู้ปกครอง

3. Summary of Care Guidelines for Parents

| หัวข้อ (Topic) | ข้อควรปฏิบัติ (Do’s) | ข้อควรระวัง (Don’ts) |

| :— | :— | :— |

| สะดือจุ่น (Hernia) | สังเกตอาการปวดท้องและสีผิวบริเวณสะดือ (Monitor abdominal pain and skin color around the navel) | ห้ามใช้สิ่งของรัดหรือแปะสะดือ (Do not use wraps or objects to press on the navel) |

| สะดืออักเสบ (Infection) | รักษาความสะอาดและพบแพทย์เมื่อมีหนอง (Maintain cleanliness and see a doctor if pus appears) | อย่าพยายามบีบหรือเค้นหนองเอง (Do not attempt to squeeze or drain pus yourself) |

หมายเหตุสำคัญ: การผ่าตัดแก้ไขสะดือจุ่นในเด็ก (หากจำเป็น) มักมีความปลอดภัยสูง และเด็กจะสามารถเติบโต มีสติปัญญา และมีพัฒนาการที่ปกติเหมือนเด็กทั่วไป

Important Note: Surgical repair of an umbilical hernia, if necessary, is generally safe; children will typically exhibit normal intelligence, growth, and development.

แหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ (Medical Citations):

  • *American Academy of Pediatrics (AAP) guidelines on Umbilical Hernia management.*
  • *Clinical practice updates on neonatal umbilical cord care (2024).*
  • *ข้อมูลจากแผนการพยาบาลโรคปอดอักเสบและภาวะแทรกซ้อน (อ้างอิงบริบทจากสุธาทิพย์ ไชยเพชร, 2567).*

dr.kijakarn junda MD. first class hon. , FRCP(t)

2535 แพทยศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2539 วุฒิบัตร อายุรศาสตร์

Share
Published by
dr.kijakarn junda MD. first class hon. , FRCP(t)

Recent Posts

ความดันโลหิตสูง 2024(1)

อัพเดตความดันโลหิตสูง Hypertension (2024) ภาค 1. ความรู้เบื้องต้น

2 years ago

วัคซีนป้องกันไข้หวัดนก(2550)

10 อันดับความก้าวหน้าหรือ medical breakthrough ทางการแพทย์ ประจำปี 2550 เรื่องที่ 3 วัคซีนไข้หวัดนก ตัวแรก ออกแล้ว ในปี 2007 ความกังวลว่า…

10 years ago

ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ ทำไม อย่างไร เมื่อไร

หลายคนคงเคยมีคำถาม จะขลิบหนังหุ้มปลาย อย่างไร เมื่อไร และทำไม โดยเฉพาะผู้เป็นพ่อแม่ที่มีลูกชาย อาจจะเคยมีแพทย์แนะนำให้ ขลิบหนังหุ้มปลายตั้งแต่เด็กยังเล็กๆเลย ซึ่งแน่นอน ว่าต้องเกิดความกังวลในใจคุณแน่ๆ (more…)

10 years ago

Health tip ป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ข้อมูลจาก health day และศูนย์ข้อมูลโรคไตของสหรัฐ ได้ให้คำแนะนำสำหรับป้องกันการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะและไต ดังนี้ ดื่มน้ำวันละมากๆ ห้ามกลั้นปัสสาวะนานๆ อาบน้ำโดยใช้การตักอาบหรือฝักบัว ดีกว่าใช้อ่างอาบน้ำ (more…)

10 years ago

สมาธิ จุดเริ่มต้นในการพัฒนาการเรียนของเด็ก

การปลูกฝังสมาธิในเด็ก เป็นการปูพื้นความสามารถในการเรียนรู้ให้เด็ก ผมมีบทความดีๆจาก ศูนย์จินตคณิต http://www.imaxbrain.com พัทยา ที่นำมาจากการสัมนาเรื่อง สมาธิ คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ดี มาฝากครับ (more…)

10 years ago

ไข้หวัด

ไข้หวัด เกิดจากเชื้อไวรัสหวัด เด็กเล็ก ๆ อายุต่ำกว่า 6 เดือน เป็นหวัดน้อยกว่าเด็กโต ทั้งนี้เพราะ เด็กทารกช่วงวัยนั้น ได้รับภูมิต้านทาน เชื้อโรคหวัด ผ่านทางรก และเลือดของแม่ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์…

10 years ago