ภาวะครรภ์เป็นพิษ Toxemia of pregnancy

ภาวะครรภ์เป็นพิษ(toxemia of pregnancy)
เมื่อสองสามวันก่อน พบคนไข้ประจำรายหนึ่ง มาด้วย”แพทย์บอกว่า มีความดันสูงในขณะตั้งครรภ์ เพราะกลัวครรภ์เป็นพิษ”เลยต้องนัดพบแพทย์ถี่หน่อย เรื่องนี้น่าสนใจ ผมจะแนะนำให้ฟังว่า เป็นอย่างไร

ครรภ์เป็นพิษ (Toxemia of Pregnancy / Preeclampsia) คืออะไร? อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาที่ควรรู้

ครรภ์เป็นพิษ (Toxemia of pregnancy) หรือที่ทางการแพทย์ปัจจุบันนิยมเรียกว่า ภาวะพรีอีแคลมป์เชีย (Preeclampsia) หมายถึง ภาวะผิดปกติที่พบได้ในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดทั่วร่างกาย โรคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด อาจนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตทั้งมารดาและทารกในครรภ์

ความแตกต่างระหว่าง Preeclampsia และ Eclampsia

โดยทั่วไปภาวะครรภ์เป็นพิษสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก คือ:

  1. พรีอีแคลมป์เชีย (Preeclampsia): คือภาวะที่มีความดันโลหิตสูงร่วมกับพบสารไข่ขาว (Proteinuria) ในปัสสาวะ หรือมีภาวะผิดปกติของอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับหรือไต โดยไม่ต้องมีอาการชัก
  2. อีแคลมป์เชีย (Eclampsia): คือภาวะแทรกซ้อนขั้นรุนแรงของพรีอีแคลมป์เชีย ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการชักหรือหมดสติร่วมด้วย ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยทั่วไปประมาณร้อยละ 5 ของครรภ์เป็นพิษชนิดพรีแคลมป์เชียอาจพัฒนาไปเป็นชนิดอีแคลมป์เชีย

หมายเหตุ: ปัจจุบันทางการแพทย์ให้ความสำคัญกับการวินิจฉัย Preeclampsia แม้จะไม่มีโปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria-free preeclampsia) หากมีอาการผิดปกติของอวัยวะส่วนปลาย เช่น เกล็ดเลือดต่ำ หรือค่าตับผิดปกติ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของครรภ์เป็นพิษ

แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดจะยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของการสร้างรก (Placental development) ที่ส่งผลต่อระบบหลอดเลือดของมารดา โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง ได้แก่:

  • หญิงตั้งครรภ์แรก (Primigravida)
  • การตั้งครรภ์แฝด (Multiple gestation)
  • ภาวะครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar pregnancy)
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว: เบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคไต, หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE/Antiphospholipid syndrome)
  • ภาวะอ้วน (Obesity) และอายุที่มากกว่า 35 ปี

อาการของครรภ์เป็นพิษที่ต้องเฝ้าระวัง

ผู้ป่วยมักเริ่มแสดงอาการเมื่อตั้งครรภ์ได้ 5-6 เดือนขึ้นไป จนกระทั่งหลังคลอด 1 สัปดาห์ อาการที่ควรสังเกตมีดังนี้:

  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง (ซึ่งไม่หายเมื่อพักหรือทานยา)
  • ตาพร่ามัว มองเห็นแสงวับวาบ (Visual disturbances)
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดบริเวณใต้ลิ้นปี่ (Epigastric pain) ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะตับอักเสบหรือเลือดออกใต้เยื่อหุ้มตับ
  • อาการบวม (Edema) ตามมือ เท้า และใบหน้าอย่างรวดเร็ว

ในรายที่เป็นพรีอีแคลมป์เชียระยะรุนแรง (Severe Preeclampsia): จะพบความดันโลหิตสูงเกิน 160/110 มิลลิเมตรปรอท และอาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น เม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis), เอนไซม์ตับสูงขึ้น, และเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาการ HELLP syndrome

การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (Clinical Findings)

  1. ความดันโลหิต: ความดันโลหิตช่วงบน (Systolic) > 140 มม.ปรอท หรือช่วงล่าง (Diastolic) > 90 มม.ปรอท (หาก > 160/110 มม.ปรอท ถือว่ารุนแรงมาก)
  2. การตรวจปัสสาวะ: พบสารไข่ขาว (Albumin) ซึ่งปัจจุบันใช้การประเมิน Protein/Creatinine ratio เพื่อความแม่นยำยิ่งขึ้น
  3. การตรวจเลือด: ตรวจหาเอนไซม์ตับ (AST/ALT), ค่าการทำงานของไต (BUN, Creatinine), และระดับเกล็ดเลือด
  4. อาการทางคลินิกอื่นๆ: อาจพบภาวะปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) ซึ่งจะมีเสียงกรอบแกรบ (Crepitation) เมื่อฟังปอด หรือพบภาวะ Hyperreflexia (รีเฟลกซ์ไวผิดปกติ)

อาการแทรกซ้อนที่อันตราย

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่อทั้งแม่และลูก:

  • สำหรับมารดา: รกลอกตัวก่อนกำหนด (Abruptio placentae), เลือดออกในสมอง, ไตวายเฉียบพลัน, ตับอักเสบ, และการเสียชีวิต
  • สำหรับทารก: ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (Fetal Growth Restriction – FGR), การคลอดก่อนกำหนด, และภาวะขาดออกซิเจน

แนวทางการรักษาครรภ์เป็นพิษ (Management Guidelines)

การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและอายุครรภ์:

1. การดูแลเบื้องต้นและการติดตามอาการ

  • หากอาการไม่รุนแรง: แนะนำให้นอนพักผ่อนให้เพียงพอ (Bed rest) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังรกและอวัยวะสำคัญ และต้องนัดตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด
  • หากความดันโลหิตสูงหรืออาการไม่ดีขึ้น: ต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลทันที เพื่อควบคุมความดันและเฝ้าระวังอาการชัก

2. การใช้ยารักษา

  • ยาลดความดันโลหิต: ในกรณีความดัน > 160/110 มม.ปรอท แพทย์อาจใช้ยา เช่น Hydralazine หรือ Labetalol (ซึ่งเป็นยาที่นิยมและปลอดภัยกว่าในปัจจุบัน) รวมถึงการใช้ Nifedipine แบบกิน ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ยาในกลุ่ม ACE inhibitors เพราะจะทำให้ทารกพิการและมารดาไตวาย
  • ยาป้องกันการชัก: การใช้ Magnesium Sulfate (MgSO4) เป็นมาตรฐานหลัก (Gold Standard) ในการป้องกันและควบคุมอาการชักในผู้ป่วยที่มีภาวะ Severe Preeclampsia
  • การคลอด: หากอายุครรภ์มากกว่า 34 สัปดาห์ หรือมีข้อบ่งชี้ว่าแม่หรือลูกไม่ปลอดภัย แพทย์จะพิจารณาให้ยากระตุ้นการคลอด หรือทำการผ่าตัดคลอด (C-section) ทันที

3. กรณีเกิดอาการชัก (Eclampsia)

หากมีอาการชัก ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลด่วน แพทย์จะให้ยาเพื่อควบคุมอาการชัก (เช่น Magnesium Sulfate หรือ Diazepam) และรีบดำเนินการคลอดโดยเร็วที่สุด

ข้อแนะนำและการป้องกันสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

  1. ฝากครรภ์คุณภาพ: ควรฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรก และมาตามนัดอย่างเคร่งครัด เพื่อตรวจวัดความดันและปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ
  2. สังเกตอาการผิดปกติด้วยตนเอง: หากมีอาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว หรือบวมผิดปกติ “ไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด” ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
  3. การป้องกัน: ในปัจจุบันมีการศึกษาเรื่องการใช้ยา Aspirin ขนาดต่ำ (Low-dose Aspirin) ในกลุ่มเสี่ยงสูงเพื่อป้องกันการเกิด Preeclampsia แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

สรุป: ครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะที่อันตรายแต่สามารถจัดการได้หากตรวจพบไว การดูแลรักษาที่ถูกต้องและการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดคือหัวใจสำคัญในการรักษาชีวิตของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์